แดนนิพพาน "โมทนาทุกดวงจิตถึงซึ่งแดนนิพพาน"

 

   

ค้นหา
ดู: 10088|ตอบ: 4
go

หลักสูตรปริบัติที่นักเรียนพลังจิต และนักเรียนอภิญญาทุกคนต้องศึกษา [คัดลอกลิงค์]

Rank: 8Rank: 8

หลักสูตรปริบัติที่นักเรียนพลังจิต และนักเรียนอภิญญาทุกคนต้องศึกษา
8 a: X, O$ G" O) M
' C8 b2 a1 [4 o! e# k# k% h% Nเพื่อในการปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นไปอย่างก้าวหน้า นักเรียนอภิญญาทุกคนจะต้องศึกษาหลักสูตรปริยัติให้เข้าใจเสียก่อน นักปฏิบัติที่เน้นแต่ปฏิบัติกรรมฐานอย่างเดียว จะเจริญก้าวหน้าในสมาธิได้ช้ากว่า นักปฏิบัติที่ศึกษาปริยัติมาจนเข้าใจแล้ว ค่อยมาเน้นการปฏิบัติกรรมฐานทีหลัง เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะ การศึกษาปริยัติเปรียบเสมือนเป็นการศึกษาแผนที่นำทาง
  a9 W8 C8 G! Y
/ S0 D& B# X+ h& n3 {ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติ นักปฏิบัติควรทำความเข้าใจกับเส้นทางที่จะมุ่งไปเสียก่อน ควรรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องพบเจอกับสิ่งใดข้างทางบ้าง สิ่งใดที่จะเป็นอุสรรคขัดขวางการเดินทาง และจะต้องผ่านด่านทดสอบจิตใจอะไรบ้าง
( r, l' ?$ Y8 h; ]* H
. W" r) U5 R1 Y) M* K6 `* {' d& ^แผนที่ปริยัติถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักปฏิบัติรู้เส้นทางที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางที่ตนมุ่งหวัง และรู้ถึงสิ่งที่ตนจะต้องประสบล่วงหน้า รู้ที่จะเตรียมใจที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ เพื่อให้ได้สำเร็จอภิญญา 5 และ 6 และบรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด (เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย หรือเส้นชัยของนักเรียนอภิญญาทุกคน)7 _6 l7 K' w, a6 j* j: R: n. q3 S
: r1 Z3 l7 G9 ^. G1 d  T; Z  l
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธคืออะไร?8 t/ p' V3 B! t  `. Y( g

; j. ]. R( K+ {+ rศีล ๕ ประกอบด้วย3 `& A6 R4 |# |" P* \+ P  W
๑. ไม่ฆ่าสัตว์
+ B( r( l0 s: ~/ ^๒. ไม่ลักทรัพย์( k2 {# m5 o) r$ g% g" Y
๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม (ผิดลูก เมีย สามี คู่ครอง ของผู้อื่น)$ k& @6 w" v+ r2 {# \& ]8 u
๔. ไม่พูดโกหก- A/ g% f# u$ N3 |: x
๕. ไม่ดื่มสุราของมึนเมา

) w( ~2 a+ @- D; x8 J; ^, U
3 Q+ d) v% _/ k! F& Nศีล ๘ ประกอบด้วย
( L" G4 b# H0 M% P8 P% j5 ?๑.
  E6 b, q2 ^* W* M6 C1 n* ^๒.& H2 Q4 s* S& @0 w
๓.
' v6 G5 C1 s* y; y9 {; ^0 S0 e" }๔.
! T6 O  h" K- F- e6 p๕.  m/ W' G5 E7 l5 E! e! O
๖.! w; c' M; E- x1 g/ G
๗.
# V. c" E0 H8 R2 a๘.
2 x, f6 m) t, z) ~* o& w

" n3 A/ l$ l) u- นิวรณ์ ๕ (เครื่องกั้นขวางความดี)
( ?+ K/ h' k7 ]' b) T0 uผู้ที่สามารถเอาชนะนิวรณ์ ๕ ได้ คือผู้ที่ได้ปฐมฌานเป็นอย่างต่ำ หากขณะนั่งสมาธิ ไม่ว่าผู้ฝึกจะมีภาพร่างกายแบบไหน ง่วงมากๆ เพลียมากๆ ฟุ้งซ่านมากๆ หลังจากเริ่มนั่งสมาธิแล้ว อาการง่วง อาการโกรธ อาการฟุ้งซ่านไม่ปรากฏ นั้นถึงจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ฝึกกรรมฐาน ฝึกได้ปฐมฌานเป็นอย่างต่ำแล้ว
  D: ^( W- J3 d$ z1 T. |$ e  l* m

8 `* c5 m4 L5 |1 \9 E0 d) Jกามฉันท์ คือ ความพึงพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์) @" z. c0 d9 ?6 J( O. ?5 K' F8 i
พยาบาท คือ การผูกใจเจ็บ หรือผูกอาฆาตผู้อื่น
. C& O( ~; I* g* {  \1 pถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน
- L: U6 d. B4 N& V) q: J. |อุทธัจจะ กุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญ% \8 @$ U" O6 c; L) Q' _
วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ

8 u  _6 F9 T. q7 a$ x  j0 V$ g
* |& w, T- k% m, }/ ~* ^อุปกิเลส (เครื่องที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ๑๖ ประการ)
, c! ^6 H# g" \ผู้ที่สนใจการปฏิบัติทางจิต หรืออบรมสมาธิ ตามแนวของพระพุทธศาสนา ควรต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จะนำมาซึ่งกิเลส หรือสิ่งที่ทำให้จิตใจตกต่ำ และเป็นเหตุทำให้
' {+ t; W4 c' P3 x( j# A  mพลังจิตถดถอย หรือขุ่นมัว ฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติทุกท่านควรละทิ้ง หรือห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ แล้วท่านทั้งหลายจะพบกับความสุข ความเจริญก้าวหน้า

. J" f8 {( A& p6 {๑. อภิฌาวิสมโลภะ คิดอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน1 V; i( C! O1 u! ?7 T& r/ U
๒. พยาบาท (โทสะ) มีใจเดือดร้อน ความอาฆาต ผูกใจเจ็บคิดร้ายแก่ผู้อื่น
  c$ w" g' L, [- h& R+ e3 U๓. โกธะ ความโกรธ อาการกำเริบพลุ่งขึ้นมาในใจ จากความไม่ชอบนั้นๆ แต่ยังไม่ถึงกับบันดาลโทสะ% c6 p0 I1 ]! H, c; p& h$ V
๔. อุปนาหะ ความผูกใจโกรธ เพียงแต่ผูกใจไม่ยอมลืม แต่ไม่ถึงกับคิดทำร้ายเขา เพราะกำลังของกิเลสยังอ่อนกว่าความโกรธ5 S1 n( E) U3 R) ]. Y1 R
๕. มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน คือ ใครมีบุณคุณกับเรา แล้วไม่คำนึงถึงคุณท่าน เป็นการลบล้างหรือปิดซ่อนคุณท่าน หรือความดีของท่าน) {0 h& s+ f" V* f
๖. ปลาสะ ความดีเสมอตัวท่าน เอาตัวเองเป็นใหญ่ แล้วไม่ย่อมให้ใครดีกว่าตน ข่มเหงรังแก7 @; |9 F3 N1 t$ ?( u, e
๗. อิสสา ความริษยา เห็นใครดีกว่าก็ทนไม่ได้ เกิดความขุ่นมัวในจิต กลั่นแกล้งเขาทำให้เสื่อมเสีย
- T. J- j6 G) \6 a๘. มิจฉริยะ ความตระหนี่เกินกว่าปกติ ตระหนี่ในทรัพย์ ตระหนี่ในความรู้# F6 }) w, X1 d' y
๙. มายา มารยาเจ้าเล่ห์ แสดงออกได้ทุกรูปแบบ หาความจริงไม่ได้ หรือแสดงออกให้คนอื่นหลงใหล
8 x) q3 w# k8 M! Q; l9 X/ P/ [๑๐. สาเถยยะ ความโอ้อวด หลอกหลวงเขา พูดจาเกินความจริง" _$ P9 |6 ]" w& P' N$ {" @
๑๑. ถัมภะ ความเป็นคนหัวดื้อ รั้น กระด้าง หัวแข็ง ไม่ยอมคนทั้งผิดและถูก, y0 N; v; G, w9 o1 m
๑๒. สารัมภะ ความแข่งดี ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะฝ่ายเดียว ไม่ยอมแพ้
) ~: I; _' G" }# s7 @) n1 E๑๓. มานะ ความถือตัวทะนงตน
/ M6 j& P7 \! j7 M  d9 N๑๔. อติมานะ ความถือตัวว่าดียิ่งกว่าเขา ดูหมิ่น ยกตนข่มท่าน
8 T5 i- Q( K! _2 L๑๕. มทะ ความมัวเมาในกิเลส เช่นบ้ายศ บ้าอำนาจ บ้าเงิน บ้าสมบัติ หลงยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น- D. W" P0 x, c6 e1 T
๑๖. ปมาทะ ความประมาทเลินเลิ่น ปล่อยสติให้คล้อยไปตามอำนาจของกิเลส จนได้รับทั้งความเสียหายต่อตนเอง และผู้อื่น นักปฏิบัติทุกท่าน
( C' d* i7 y& I8 q8 {เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ควรหลักเลี่ยงให้ห่างไกล หรือสละสลัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากกายและใจ เมื่อท่านทั้งหลายสละละทิ้งได้จริง เมื่อนั้นความสุขจะเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
8 Z/ e/ Q' Y9 W  _. U9 Eและเป็นความสุขที่แท้จริง

/ y% |. O) k# O/ z5 W" T! E  X3 W, Y
อริยสัจ ๔ ได้แก่
3 {& I5 W4 X! l9 e+ I" l8 J! {๑. ทุกข์ คือ การทนได้ยาก- n" @* g2 b' _3 e; Y/ S
๒. สมุทัย คือ เหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์
. n0 y7 p+ E- x% I$ M, P: c9 @/ }๓. นิโรธ คือ การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความดับทุกข์ โดยการจะดับทุกข์ได้นั้นต้องอาศัย...3 @1 Q" p' o9 g6 e
๔. มรรคปฏิปทา มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น และมีสัมมาสมาธิเป็น ปริโยสาน
2 L- S+ y9 Q' A) ^8 m0 E; [4 T1 p
* y& M! {- Q6 A+ _; T! j
กฏไตรลักษณ์ ๓ ข้อ คือ
/ x# s  V" w. q5 }* X- H8 G) n% z๑. อนิจัง ร่างกายและทุกอย่างในโลกไม่เที่ยง+ U* @3 X6 u4 D7 X) [
๒. ทุกขัง ถ้าไปยึดมั่นก็เป็นทุกข์9 Y! z% O' A( w! i
๓. อนัตตา ในที่สุดก็พัง
4 h. H5 p( m( y# n" ^( b$ `
' ~" H0 _; q; r$ }0 H7 j
/ A# H: t  F' q& B4 R: q# U# M; c
สังโยชน์ ๑๐ % i7 [- o- I% z3 c# @+ g
๑.- V2 j3 u0 t, E4 W) K2 }) I
๒.  H! \% y, s* E  z3 i, \: g7 [
๓. / f9 p: X& Y7 i, o- l+ U
๔. 6 |; t: X7 T4 x5 i& O/ ^( y
๕. + P/ M* t4 \3 i. N! I2 N
๖.
& a7 L# ~$ C6 e# m* _๗.
/ Z  b2 m0 z! `' |* g. M๘.; o$ B/ r$ W; S2 h- ?
๙.   K' N# ]5 j0 a' X, K; T' t" V; Y( P7 ^
๑๐. . A1 P+ v4 q7 P" R6 d2 q
+ Y# z0 p5 D" E- P) p
บารมี ๑๐

( t+ \: ?/ j) d; j1 D๑.& i8 D, [. v( S- C& }' t! S8 K( x
๒.
& c+ {( b0 v% K7 v4 Z๓.7 F' v9 ~: c& N  E
๔.$ H7 U4 d( S9 C. ?
๕.' h" [+ a4 N' B/ o' S
๖.
, y6 u* r& k, R! O+ d๗.5 ]* v5 f3 [6 a0 D
๘.2 ?2 q7 e4 w; v) A6 O7 p, ?
๙.3 b. N9 R9 a3 B* Y( n! U& v
๑๐. ' z4 Z5 n+ y. V. m5 e* g

+ A2 {6 {% e) Q( Iสังขาร ๓ ได้แก่
; q' N, K0 H) Q$ S0 F0 A) N- \
- d# _  X5 y8 y) Q8 P8 g: m
2 Z1 V4 K) U+ x9 m7 v: c
, w/ M+ n# W6 P% W2 q3 H/ O

; i2 C1 U/ J  |+ Aกรรมฐาน ๔๐ กอง แบ่งเป็น ๗ กลุ่มประกอบด้วย9 ^5 |) B+ j9 v9 u* Z4 U5 H/ ]
- หมวดกสิน ๑๐ (๑-๑๐)
4 j& I& X* e1 ?) n
- หมวดอสุภกรรมฐาน (๑๑ - ๒๐)
% J+ D. O9 s! t1 A! h# x- หมวดอนุสสติกัมมัฏฐาน ๑๐ (๒๑ - ๓๑)

* v6 V. T' J- r; f2 Y- หมวดจตุธาตุววัฏฐาน (๓๒)% k0 Y9 B- ^3 h, c! o
- พรหมวิหาร ๔ (๓๓ - ๓๖)6 e* J- K" w3 N) @  I3 ?1 s
- หมวดอรูปฌาน ๔ (๓๗ - ๔๐)* j2 |; N+ w8 ~) l. `

% J3 z" P! H- N" k6 {กามคุณทั้ง ๕ ได้แก่

/ }) W( d6 N7 X8 R( I) ^& @๑. 9 h% @4 s0 P' c; x4 b9 S- w' F8 |
๒.
' c8 ~% H' V: j7 {๓.
3 b0 S% Y% s0 o* L4 g% V, H" ]๔.
1 I/ n, L. P; P% P5 X๕.
3 r4 D/ h; C0 ^7 V  ~7 ^! A2 m5 L$ w
. U; Q7 H) H, M8 ~0 k% kกรรมฐาน ๔๐ กอง แบ่งเป็น ๔ หมวดได้แก่  B5 R9 U2 E/ Q8 W9 L
๑. สุกขวิปัสสโก/ M6 P! z0 ?) L8 t' Y
๒. เตวิชโช
  U; Q, ~% C1 t7 a$ W๓. อภิญญาหก' h+ U: F: N4 K1 k
๔. ปฏิสัมภิทาญาณ

+ \6 o" _* \5 q' N( u0 q! o" Z$ K
ภวังค์ ๓ หรือสมาธิขั้นต้น ได้แก่
' {6 h: @! k6 H- Y; c๑.5 I! Y4 Y6 u* C
๒.: G+ ^2 q7 w  B7 h6 [* t) }
๓., p- ?7 F* U0 a8 X" d# E2 Y$ j
/ E3 o) N) E7 G" E" w+ i
รูปฌาน  ๔ ได้แก่
* R, ?' G) R9 k% l- B( _- A๑.
0 f) F  h+ c5 ]: w& f3 G( F. _- ^๒.9 R. U" N9 }+ O( Q0 G6 }  p
๓.$ [$ l( C  e( O5 ~
๔.. F2 K! x7 Q% Q8 Z- b

* s: p7 _4 a) R+ U) @2 x( Qอรูปฌาน ๔ ได้แก่( B" X0 g$ Q& c* E+ h
๑.
0 }  {  K. x; B0 s2 `๒./ J- g4 [4 c* F/ k( m2 i% [
๓.
3 b6 \8 z3 I. R& c: ]3 C9 \๔.7 _/ _7 w0 P, h8 @
1 ~/ ^: X: f) b. l& s+ \8 S9 T
พิจารณาธาตุ ๔ ในร่างกายมนุษย์ อันได้แก่
; D- N2 J: V/ ?7 u๑. ธาตุไฟ ๔
8 m: I4 D5 g" x3 _0 E๒. ธาตุลม ๖
5 [; f" K' S& W6 J  ]๓. ธาตุน้ำ ๑๒- K& v6 A/ B7 R3 m
๔. ธาตุดิน ๒๐ 7 q$ {9 `' W/ i% P

9 M- G3 A, F" J* _5 V" Lขันธ์ ๕ ได้แก่* r6 |) [0 w  m' l$ b
% k9 `# e& M# |, [: j" W

Rank: 8Rank: 8

2#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:01 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

) Y. _# S( j) r$ B( H2 R8 yวิปัสสนาญาณ ๙
* }+ a- U. _# b  @8 E# F' c๑.
1 {' M( n# H. `: P6 a& N๒.
! h; n1 @  W6 x& V2 y! R& t๓.& T% x" _+ p# o3 N' n4 z
๔.2 r. L+ ]' p5 r* w+ J0 j7 X
๕.% h" x# j# A4 b. g- q
๖.1 q1 j8 G6 \0 H; L: q8 q
๗.
# n7 g* L8 p/ F/ K3 m. g' R๘.
& a# A  K& M( }# j: y๙.
- G& v" P9 R7 @9 i) w
1 u% |  c* b) T" j6 R
ญาณ ๘
" W6 g' A% N1 N) o% _4 s๑.
8 a  Z5 P1 r, d; B2 H+ I/ S๒.& K/ X+ p" X/ T& _- a, ~
๓.6 _! N+ [* I  ]; T) w0 T! i- X" _% x
๔./ u, @; t  o9 u( n6 v0 {
๕./ _6 V, F' m1 L- C8 v( d" j# R
๖.
& ]! `' N. T2 R/ u+ O* `๗.
: q4 [& [2 a+ S% }, _๘.

) u% q2 F+ O# W9 O
2 q: {2 D5 l1 W8 f6 Yปีติ ๕ ได้แก่9 T: Y& c9 ?; b( W3 C+ n  u
๑. ! c& f( C7 j5 O; H% U" c
๒.
% H" n4 g( I4 I" Y' k6 M5 T" R๓.
% J# N  ]- h9 ~3 F+ ?๔.
  W! v. c( ]% Q  e, n9 T๕.

; d* n# A# n. u& F4 ]9 X, x / A0 q! R: C# O
มรรค ๘ ได้แก่8 R5 @/ ]6 F, `4 ?
๑.
3 I4 Y% o8 V; c/ H๒. , v' B3 f# Y8 L; @3 t8 T- u
๓.
. W+ s8 I" x/ r* ~๔.' }0 ~$ f; R$ Q- I( w! u
๕.
' ]4 V2 k, y: U6 I: k6 O3 U$ d2 `๖., k2 o% a) ?6 n+ e! c( q
๗.+ H% Q3 C! z& i* F# @: O
๘.
& i/ [/ _; b* i3 a- W

- C2 i' A& G8 `& ]  |อิทธบาท ๔
8 F3 T6 F* ~/ \6 z- x๑. ฉันทะ มีความพอใจ
& t6 V2 G# X) E๒. วิริยะ มีความพากเพียรในการทำลายอุปสรรคไม่ถ้อถอย. H: M+ m4 {; g( C* C; q
๓. จิตตะ จดจ่อสนใจในสิ่งนั้น ไม่วางมือ
- x& j5 x: W9 f' ^1 M๔. วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจ
( k  f' X- c' y0 e6 w8 g3 O
3 T" W. o3 r% K5 L& f. I$ u
จรณะ ๑๕ ได้แก่: \, L3 s% ?% @# Y( P  x
๑.
- m& C/ o6 ~6 @/ @5 f๒.
2 i7 _$ E5 M' u; Y/ A/ Z# x# i๓.
# @; F& @8 T: m2 O) @0 b๔.' o/ A9 _% d9 t7 g
๕.
6 q# M: G) y/ N% F- C๖.
+ y8 y0 P' |9 |# B  S% w๗.
+ V$ b& z8 I  p7 r- N" U๘.
2 ]1 T/ E$ A* q+ n$ ?7 c๙.
. e5 I" D. R& V  z2 V3 |3 J๑๐.
% g8 B" g# S. n2 z* t๑๑.
9 c3 R2 k2 N! S/ L% z- V๑๒.
5 m4 e6 l4 G% C๑๓.5 e- V7 m- [; F, z9 m+ Z- Z
๑๔.7 m5 Q1 f4 C4 |/ b) u
๑๕.
! B( |4 w/ d' ?6 `* c
, h6 P. k9 H4 D( k% {8 F+ v
โพชฌงค์ ๗ ได้แก่: u+ {/ ^( C! Z) u# h
๑. 7 `& E7 v4 g2 D5 u. I. g( b
๒.
1 }8 a  t' e7 @( T๓.
+ n+ _) l$ }6 M+ ?( K๔. ) |* P$ S- i% ~
๕.
% i: f& C  X$ h: l8 M: Q๖.
/ r& _0 u1 S7 G4 f๗.
8 o; o1 `% J4 a๘.& a2 b0 Z& l+ `' @! U
๙.9 _* x/ m% e; }; \/ h
๑๐.
; \" }+ ?( h8 s4 ^4 I5 m7 A) E
. G) V0 o# u/ c- [. k/ q% z
จริต ๖
2 g' I+ N7 k; {, {๑.
2 `' q2 G9 N, z4 `- S1 V& X4 P๒., H, p  k5 W" a7 q, d
๓.5 T! p! _; }4 y/ j
๔.* \/ N" E& j0 W, U
๕.
( q. s* Y/ Y0 s7 ]๖.
, t! e: ?! |, [5 I# a& I) }๗.

- j6 l. l0 k3 x6 i# p6 R! ]/ H! Z
ปลิโพธ ๑๐ (ความเป็นห่วง ความข้องในอารมณ์)
) [7 E6 g( Q8 G. y๑.
% l2 x0 M. T; z, Z7 c' \* J๒.
6 n' M" S. s4 M3 t- P9 h๓.* t8 g- A9 U8 `$ C
๔.
' u. C' L# q: {* I๕.4 G8 o6 G% ^$ {! ~. h+ j6 D- L
๖.! b0 W; V2 g2 P* _
๗.' @5 `; Q2 z" F' D
๘.2 c* Z( ^5 P6 W. F: c* b/ V+ d
๙.
* g# D' I0 X5 h; |- j; y๑๐.
; b. K$ y1 ]" @( z" G1 Z8 w

& X9 g1 j! i& Z0 Y. A

Rank: 8Rank: 8

3#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:02 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
% d$ l7 Q) D: c! H$ h
พละ ๕' }) p7 g, |1 u- ]* `# ^
๑. $ j5 Y3 ~# |! y1 |$ r
๒.
* ]& m4 s* h& M% z$ [" n# x! H๓.+ `1 Y: i1 S1 E5 b* n+ r  R  C
๔. " p4 R6 l% r: n6 Q5 P, n1 s
๕.
/ u8 D" O, ^6 \  e( {' e# u; r

3 q1 N$ w- N) c . r9 D- U, N, o4 L; ]
ทีปนีกรรม ๑๒
& t  E  [$ \4 {  \' y๑. & F# m4 y, ]" @
๒.
* _' X* L" p1 s8 ~9 N๓.
0 _$ F. g! i' ~: @3 [( ?* s# e" n๔.
# Z' B, v3 s/ t- K! g๕.. r1 r. H* v  n) s/ a' u
๖.
$ K5 A' x5 Z2 E5 B๗.! T- ]3 H4 ?' ^0 e
๘./ p1 m. m1 G9 _- n! p1 |: F
๙.
4 J* _/ j8 R* }1 p8 o( E  E๑๐.
7 L5 @4 w  u9 t$ U( g6 n8 M๑๑. ; S2 _1 q* r& Z3 g3 n
๑๒.
) E8 G5 h$ w  U* [# \
- f+ n0 _$ y' ^

* W' L: V; g4 `- }มละ ๙ (มลทิน ๙ อย่าง)+ R8 W# ~/ V& \  [( B% O" c! ^
' I9 R9 K( D4 j5 {
  G" |! p3 m0 A% {- |8 E5 E7 W8 ?

6 H* z* [9 M) p, u1 x' J! K2 P1 vอายตนะ ๑๒ คือเครื่องรู้ และสิ่งที่รู้ มีดังนี้0 ]% p( x: R. N9 b$ R- @6 U  Z& I+ U
๑. จักขายตนะ ประสาทตา
# ~; j0 _1 y% i* [7 p๒. รูปายตนะ แสงสีที่มากระทบตา
# {1 |5 t( J  i5 U๓. โสตายตนะ ประสาทหู
6 T, K- r3 n  q+ o๔. สัททายตนะ เสียงต่างๆ+ n8 T/ o4 ]; \! Z
๕. ฆานายตนะ ประสาทรับกลิ่น7 ?' C+ H% ~: i3 a! `
๖. คันธายตนะ กลิ่นต่างๆ
) z+ ]4 O; \3 O, ]* a: U' X* j" N๗. ชิวหายตนะ ประสาทรับรส
1 [; ~  G6 w, B: U" |5 _) h๘. รสายตนะ รสต่างๆ
6 @+ o7 f$ @: }, h# i7 v๙. กายายตนะ ประสาทตามผิวกาย
: y; z) k% b7 Y/ l7 `9 {๑๐. โผฏฐัพพายตนะ ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่กระทบกาย
( q' }; @" d5 J/ }& ^2 }4 j4 t๑๑. มนายตนะ จิตซึ่งเป็นผู้สัมผัสกับความคิด' K* E5 n: L, ^8 m0 X. L, ^6 q* c
๑๒. ธัมมายตนะ ความคิด ความรู้สึกต่างๆ

4 c! ^. ^+ E& s& i3 N- @; C
: V7 c; g+ _) h% ^8 ?อายตนะทั้ง ๑๒ นี้ แบ่งออกเป็น ๒ จำพวกคือ อายตนะภายนอก และอายตนะภายใน2 ]9 L' e  k$ W" V& ^8 l5 m6 a5 U
& r! ?( {8 ~+ V* W7 d+ ?
อายตนะภายนอก คือ เครื่องรับรู้ ได้แก่ ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ตามข้อ ๓ ๕ ๗ ๙ และ ๑๑ ข้างต้น)
# f/ T+ u$ S0 I0 U $ k+ N% H* c; x- c9 x" A
อายตนะภายใน คือ สิ่งที่รู้ เช่น รูป รส เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือ อารมณ์ที่มาถูกต้องกาย ธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ (ตามข้อ ๒ ๔ ๖ ๘ ๑๐ และ ๑๒ ข้างต้น)/ N+ w, i7 W, O* _8 V2 X8 w* y5 F
2 }/ p# z. k$ [& N1 z

$ `# O" T& q; Y' r% D. p2 {ความปรารถนาของบุคคลในโลกที่ได้สมหวังด้วยยาก ๔ อย่าง
0 V' J: f2 `3 Q: d๑. ขอสมบัติจงเกิดแก่เราโดยทางชอบ/ @+ ]8 r* I% Y/ I9 ~  P7 f. y
๒. ขอยศจงเกิดแก่เรากับญาติพวกพร้อง
" b1 l& y9 ^6 I5 s๓. ขอเราจงรักษาอายุให้ยืนนาน% F  R: @4 ^, l. Q
๔. เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ขอเราจงไปบังเกิดในสวรรค์

+ u4 ~6 t: u) I  h8 zธรรมเป็นเหตุให้สมหมายมีอยู่ ๔ อย่าง
0 z$ y, h, v! \; U! C/ t
' |9 y; w/ \5 r2 Y๑. สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา4 t* o7 S6 V; M3 [* b% [
๒. สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล
7 g0 W& I2 e1 [1 V๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยบริจาคทาน
2 z1 p$ S" L/ Z+ U3 u( P0 v๔. ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา (เข้าใจเหตุและผล)
% Z- F% R, t. e; y) `
' p' s  X" _& m6 I  B
ตระกูลอันมั่นคงจะตั้งอยูานานไม่ได้เพราะสถาน ๔ ได้แก่
3 w) o  i. _* D' Y๑. ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว
+ L* o# B( S6 H* o' o! ~! [๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า* x/ z8 \$ @$ N# c7 I
๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ
% B* r+ f- I4 a& R  v# G; J3 [: l๔. ตั้งสตรีทุศีลหรือบุรุษทุศีล ให้เป็นแม่เรือน พ่อเรือน

. Y0 U3 t" j* L/ [ 3 }+ q' F4 C6 ^7 Q
ธรรมของฆราวาส ๔ ได้แก่4 s- z: e! X3 a4 ?
๑. สัจจะ ซื่อสัตย์แก่กัน
; r: b; _; {; h- t. @9 J: o๒. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน& l4 h6 {. Q. }$ c" R& ]
๓. ขันติ มีความอดทน อดกลั้น  H! l+ u9 ]6 h" @
๔. จาคะ สละให้ ปันสิ่งของๆตนให้แก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน

9 [3 {8 A: p+ y: ^, I8 `  a   \! A7 d* T: i$ E/ E. e. p) J
สังคหวัตถุ ๔ อย่างได้แก่ (คุณทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผู้อื่นไว้ได้)
' P; @% C. Z" r6 T& z4 U๑. ทาน ให้ปันสิ่งของๆตนแก่ผู้อื่นที่ควรให้ปัน
, O# p2 X1 G$ A0 u2 C7 L๒. ปิยวาจา เจรจาด้วยวาจาที่อ่อนหวาน
$ E& _% m- d: k+ y( `3 D๓. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
. C" g/ _$ `& l๔. สมานัตตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถือตัว
  v4 H/ k! O3 G# O
, n: z' _" _' [1 a6 z5 G
สุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง ได้แก่
- ~$ }8 c, L$ N$ P. r๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์
: h# l( C! s5 E- }& e๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค9 F/ g$ D3 Z: H! t* l% X! p
๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้6 y/ u$ F' p0 a, V0 |
๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ
8 r! h  d! G) d9 A) \/ A) ^
/ r  d" q2 q* G. a$ c

Rank: 8Rank: 8

4#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-5-17 01:05 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ
+ w; |2 O( q, Y6 U9 L; a* G% S0 |. g$ n
บุญ กิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า การกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำต่อไปนี้
% ]2 k  Y( ^  |  T$ N
๑. บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม รวมถึงการละกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ จนถึงการสละชีวิตอันเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเพื่อการปฏิบัติธรรม
, O' p) @$ z, O% P" Y 8 |+ u6 D" `% D- p+ y* F8 l
๒. บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (ศีลมัย) คือ การตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็น ศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือศีล ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด พ้นจากกายทุจริต ๔ ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท วจีทุจริต ๔ ประการ คือ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด  ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ มโนทุจริต ๓ ประการได้แก่ ไม่หลงงมงาย ไม่พยาบาท ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม
9 |7 s% B$ Y. E4 [$ r- [3 j 8 N+ G, l3 g, U* {* o  G
๓. + E4 ~6 b+ D8 d* l8 s" k8 v. {$ i) i
๔.
% ~. H( R" ?) w, C8 n๕.( h' o/ d; f5 G! A
๖.3 w% o$ c) A" f
๗.
1 C: _- X/ P& v0 m1 ^๘.: R& [9 |, _2 D, A7 b
๙.4 b" M9 Y7 O) d1 _/ j
๑๐.
- `! J- j1 o8 ^  Y& P2 ^2 o5 V
$ O  G; E4 E5 }# S' a( h
และให้ศึกษาปฏิจจสมุปบาทมาให้เข้าใจ " U# k$ h# Z5 n' B0 ~9 w
รูป นาม วิญญาณ; `: g& l* o- L5 u8 C0 {- g
ภพ - ชาติ4 V& r9 t! x) ?) Y0 p8 S
เสขะ อเสขะ

, h& T+ _- Z& B9 s3 ?! n% d# u7 I 4 S* \! q& `  t7 ^5 b, G2 d
***ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะออกข้อสอบวัดผลความรู้ด้านปริยัติ นักเรียนอภิญญา มีทั้งอัตนัย(แบบมีตัวเลือก) และปรนัย(ข้อเขียน อธิบายมาให้มากที่สุด)
0 `$ i9 q1 x) T% I4 Y, t* A

Rank: 8Rank: 8

5#
NOOKFUFU2 โพสต์เมื่อ 2013-8-5 20:21 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ตอบกระทู้ มารน้อย ตั้งกระทู้  M# H# d! P7 ?) C# Z: q. g
# w$ N: w2 a) a3 _$ A: r' u

. S' y- G; U7 M0 |2 m2 B% n% p3 P$ r9 u' p' b7 T* x
ตัวอย่างที่ยกมาของ "ท่านพระโปฐิละ" เป็นตัวอย่างของพระที่มุ่งศึกษาแต่ปริยัติอย่างเดียว จนเกิดทิฐิมานะเกาะกินใจ ว่าตนเป็นผู้มีคนศรัทธามาก และไม่สนใจเรื่องการปฏิบัติเพื่อมรรคผลอย่างแท้จริง
# x$ k7 w% {4 H/ D( a$ i8 B/ t% [6 |! N5 `' y' E

" _1 u5 S" L$ W0 T! B, Sแต่ในเรื่องของการฝึกฤทธิ์อภิญญาแล้ว มันค่อนข้างจะต่างกัน เพราะในกรณีของท่านอาจารย์วิเชียร ที่จำเป็นต้องให้มีการศึกษาธรรมให้เข้าใจก่อนนั้น มันมีที่มาที่ไป คือ.....! c- b; ]4 _! w  ^2 \# d8 i

% @7 l; k9 l, h
* x0 {6 \5 U0 E  d/ C) K; c4 v๑. เคยมีลูกศิษย์ฆราวาสท่านหนึ่ง มาขอเรียนอภิญญา ๕ กับท่านอาจารย์วิเชียร แต่ด้วยความที่เขาเน้นแต่ปฏิบัติเพื่อให้ได้เกิดฤทธิ์อย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องการศึกษาหลักธรรมเลย7 m+ A9 `# h' K5 |0 X3 U

" d/ V3 x- c9 @% p5 wผลลัพธ์หลังจากที่เขามุ่งเน้นแต่จะเอาฤทธิ์ก่อน คิดว่าธรรมะไปศึกษาเอาตอนไหนก็ได้ เมื่อเขาสามารถฝึกพลังจิตจนสำเร็จแล้ว จึงเป็นเหตุให้ลูกศิษย์ท่านนี้ไปเป็นพนักงานอยู่ที่บ่อนการพนันฝั่งลาว มีหน้าที่ในการใช้พลังจิตเพื่อให้คนที่ไปแสวงความร่ำรวยเสียเงินหมดสิ้นเนื้อปะดาตัว เพ่งแกนสล็อตเพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน ฯลฯ พร้อมกับทำผิดศีลธรรมทุกชนิด ก่อกรรมทำเข็ญมากมาย และสุดท้าย อภิญญา ๕ ที่ได้มาก็เสื่อมหมด* A; c0 }& P1 s8 l: ^1 @

' ?, ~5 o% a' C) \% i. A" Uด้วยเหตุนี้คนที่จะมาขอฝึกอภิญญา ๕ กับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์จึงต้องตั้งกฎใหม่ว่า ลูกศิษย์ของท่านทุกคนจะเป็นต้องเรียนรู้ธรรมะให้เข้าใจเสียก่อน ถ้าศีลแม้แต่ศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ ยังถือไม่ได้ก็ไม่ต้องมาขอเรียนอภิญญา ( a' |: i: {1 i) r" K( {1 G% t! r& y
! h! g3 L  J8 G, s0 ~% r
8 m8 k0 e8 U5 p5 j6 V9 m: M
๒. ส่วนธรรมข้ออื่นๆนั้นล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมให้ลูกศิษย์ฝึกอภิญญาง่ายขึ้น เพราะสิ่งสำคัญของลูกศิษย์ที่จะฝึกอภิญญาสำเร็จ คือ ต้องมีความเพียร มีความอดทน อดกลั้น (อิทธิบาท ๔) ไม่ย่อท้อต่อการถูกทดสอบต่างๆนาๆจากเทพพรหม จิตใจต้องแน่วแน่ เข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่อพญามารและกิเลสตัณหาของตนเอง และต้องทรงให้ได้ซึ่งความ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาพร้อม (พรหมวิหาร ๔ + ศีล ๕ )" h$ B+ M! x  c) p9 U3 B

1 E/ H, L) l9 s& ]" d2 n, D3 A" y; h๓. ส่วนปริยัติข้ออื่นจะอธิบายในเรื่องอาการของสมาธิที่จะเกิดขึ้น ตั้งแต่เบื้องต้น จนถึงอรูปฌาน รวมไปถึงขั้นตอนของการวิปัสสนา เพื่อปูพื้นฐานให้ลูกศิษย์รู้ว่าหลังจากได้อภิญญา ๕ แล้ว วิปัสสนาตัวใดที่เหมาะกับจริตของตนเอง การรู้จักใช้วิปัสสนาที่ถูกกับจริตของตนมาร่วมด้วย เพื่อให้ลูกศิษย์สามารถยกระดับจิตของตนไปสู่ อภิญญา ๖ ต่อได้ในที่สุด (เช่น การพิจารณาอาหาเรปฏิกูล และมรณานุสสติ เพื่อให้มีพระนิพพานเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่จะไป)
( ^% P9 \& t0 W5 g, e+ y

$ c( |8 {' d+ T. N  oและอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ลูกศิษย์จำที่ต้องศึกษาปริยัติไว้ล่วงหน้าก็เพราะเวลาที่ลูกศิษย์ไปสอบถามระดับกรรมฐานหรืออาการสมาธิของตนกับท่าน เมื่อท่านอาจารย์ตอบมาเป็นภาษาบาลี (เช่น ได้ถึงขั้นตติยฌาน หรือขั้นทุติยฌาน อรูปได้ถึงขั้น....)  ตัวลูกศิษย์เองจะได้มีความเข้าใจทันที ว่าตนเองพัฒนามาถึงขั้นไหนแล้ว
/ O' g, u& I* M2 v3 ?$ Q4 v' C  @
( A! ~. K0 u3 e7 Z! S8 x6 r, O: @  h๔. ที่ท่านอาจารย์ให้ศึกษาปริยัติก่อนนั้น ท่านไม่ใช่บอกให้ศึกษาหมดทั้ง ๘๔๐๐๐ ธรรมขันธ์ แต่บอกเพียงให้ศึกษาเป็นบางข้อที่นักปฏิบัติที่ดีจำเป็นต้องรู้ไว้ เพื่อลูกศิษย์ของท่านจะได้เป็น คนดีของสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน และเมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี# J$ ^1 G9 _7 ]5 E9 B$ ?% P( q! |" L

, I9 `9 A8 m3 U7 Q' o๕. ท่านอาจารย์มักพูดเป็นนัยบ่อยครั้งว่า ปัจจุบันนี้ผู้ที่มาขอฝึกอภิญญา ส่วนมากที่ไม่สำเร็จกัน เพราะมักมาด้วยความโลภ อยากได้ฤทธิ์และอยากเป็นผู้วิเศษ อยากมีชื่อเสียงได้ศรัทธาจากคนหมู่มาก ซึ่งท่านอาจารย์เองก็รู้ว่าหากคนเหล่านี้ได้ฤทธิ์ไปแล้วจะนำไปใช้ในทางใด ท่านอาจารย์จึงจำเป็นต้องชำระล้างจิตใจลูกศิษย์ของท่านให้สะอาดมากพอเสียก่อน นั้นคือการให้ศึกษาธรรม และให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่เช่นนั้น ถ้าปล่อยให้ฝึกได้ไป มันก็ไม่ต่างอะไรกับเอาอาวุธไปใส่มือโจร
$ B- u/ U, t; p' U6 S& q) [& H0 k( X# r- {# U. M
๖. พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีสอนปรยัติก่อนที่จะสอนกรรมฐานให้ทุกครั้ง ถ้าสังเกตุดีๆ ก่อนที่ลูกศิษย์จะเรียนมโมยิทธิ ท่านจะบอกให้รู้จักการถือศีล ๕ และ ศีล ๘ จากนั้นก็จะสอนให้รู้จักกับการตัดสังขารร่างกาย สอนให้พิจารณาความตายก่อนทุกครั้ง ไม่ให้ยึดติดสิ่งสมมุติใดๆทั้งหลายในโลก เช่น ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมะที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกทั้งสิ้น จากนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงค่อยสอนฤทธิ์มโนมยิทธิให้ เพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านนำวิชามโนมิยทธินี้ไปใช้ประโยชน์เพื่อความบรรลุมรรคผล ไม่ใช่นำวิชาของท่านไปใช้ในทางมิชอบมิควร ใช้ฤทธิ์เพื่อสนองตัณหาตนเอง ก่อกรรมทำเข็ญกับผู้อื่น

  t; ?# ~! Q1 }; _9 [% I9 O
‹ ก่อนหน้า|ถัดไป

สมาชิกที่เพิ่งอ่านหัวข้อนี้

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

แดนนิพพาน ดอท คอม

GMT+7, 2026-6-10 18:14 , Processed in 0.063650 second(s), 15 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.